ชาวเกาะจันทร์รวมตัวค้านโรงไฟฟ้าชีวมวล หลังโครงการเดินหน้ายื่นคำขออนุญาตก่อสร้าง ด้านสส.ชลบุรี ตั้งคำถาม 9.9 MW-EIA ยืนยันหากฝืนเสียงประชาชน“ไม่มีถอย”

    ชลบุรี 23 สิงหาคม 2569 – ชาวบ้านอำเภอเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี พร้อมผู้นำท้องที่ ออกมารวมตัวแสดงเจตนารมณ์คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่ตำบลท่าบุญมีอีกครั้ง หลังได้รับข้อมูลว่าโครงการยังเดินหน้าสู่กระบวนการขออนุญาตก่อสร้าง(แบบ อ.1) ต่อหน่วยงานท้องถิ่น แม้ก่อนหน้านี้ประชาชนได้แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยผ่านเวทีประชาคมเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 และมีการยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว

กำนันจันทร์จิรา ทองถนอม
ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อำเภอเกาะจันทร์ จ.ชลบุรี

กำนันจันทร์จิรา ทองถนอม เปิดเผยว่า การรวมตัวครั้งนี้เป็นการยืนยันเจตนารมณ์ของประชาชน หลังจากการประชาคมเมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา คนในพื้นที่ได้แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล แต่ภายหลังยังได้รับข่าวว่าโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อขออนุญาตก่อสร้าง จึงทำให้ประชาชน นายกและสมาชิก อบต  นายกเทศมนตรี  รวมถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล และสารวัตรกำนัน กลับมารวมตัวอีกครั้งเพื่อยืนยันจุดยืนเดิม

กำนันจันทร์จิรา ระบุว่า ความกังวลไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประชาชนรอบพื้นที่โครงการ แต่มีประชาชนจากหลายพื้นที่ในอำเภอเกาะจันทร์เข้าร่วม เนื่องจากมองว่าผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นสามารถเชื่อมโยงถึงสิ่งแวดล้อม แหล่งน้ำ พื้นที่เกษตรกรรม และคุณภาพชีวิตของคนในวงกว้าง โดยเฉพาะอำเภอเกาะจันทร์ซึ่งประชาชนจำนวนมากประกอบอาชีพเกษตรกรรมและมีรากฐานอยู่ในพื้นที่มาหลายรุ่น

“วันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนของเราได้แสดงเจตนารมณ์ไปแล้วว่าไม่เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล แต่เมื่อได้รับข่าวว่ายังมีการดำเนินการเพื่อขอก่อสร้างอยู่ ประชาชนจึงมารวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่ายังคงคัดค้าน เพราะสิ่งที่กลัวมากที่สุดคือผลกระทบในวันข้างหน้า หากโรงงานสร้างและเดินเครื่องไปแล้ว การจะขอให้ระงับอาจเป็นเรื่องที่ยาก” กำนันจันทร์จิรากล่าว

ด้าน ชาวบ้านที่เข้าร่วม ระบุว่า สิ่งที่กังวลมากที่สุดคือฝุ่น มลพิษ คุณภาพอากาศ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากพื้นที่โครงการอยู่ใกล้ชุมชน ขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากเกิด เติบโต และใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ต่อไป รวมถึงลูกหลานในอนาคต จึงมองว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการไม่ควรพิจารณาเฉพาะผลประโยชน์ในระยะสั้น แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาวด้วย

ชาวบ้านยังตั้งข้อกังวลต่อคำมั่นและมาตรการป้องกันผลกระทบที่นำเสนอในช่วงก่อนก่อสร้าง โดยระบุว่า “โรงงานอาจให้คำสัญญาว่าจะดำเนินการอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ไม่รู้ว่าเขาจะสามารถทำตามที่บอกไว้ได้ทั้งหมดหรือไม่” พร้อมย้ำว่าสิ่งที่คนในพื้นที่กังวลคือ หากผลกระทบเกิดขึ้นหลังจากโรงงานเริ่มดำเนินการแล้ว การแก้ไขให้กลับคืนสู่สภาพเดิมอาจทำได้ยาก  ที่สำคัญนักวิชาการ ระบุว่าแม้โรงงานไฟฟ้า ชีวมวล จะมีมาตรการป้องกันการแพร่กระจาย ของมลพิษ แต่ค่าที่ระบุว่าผ่าน มาตรฐานนั้นยังเกินกว่าระดับที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ตาม ฐานขององค์การอนามัยโลก

นายอนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต 5

ขณะที่ นายอนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์ เปิดเผยว่า ได้ผลักดันเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง โดยมีการเชิญผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ และผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง ซึ่งจากการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันให้ พิจารณาย้ายโครงการไปก่อสร้างในพื้นที่อื่น เนื่องจากพื้นที่ปัจจุบันมีทั้งชุมชน สถานศึกษา แหล่งน้ำ และพื้นที่เกษตรกรรมอยู่โดยรอบ แต่ล่าสุดได้รับข้อมูลว่าโครงการยังมีการยื่นเรื่องเกี่ยวกับการก่อสร้างต่อหน่วยงานท้องถิ่นอีกครั้ง

สส.อนันต์ยังตั้งข้อสังเกตถึงขนาดกำลังผลิตของโครงการที่ประมาณ 9.9 เมกะวัตต์ โดยตั้งคำถามว่าเหตุใดโครงการจึงกำหนดกำลังผลิตไว้ต่ำกว่า 10 เมกะวัตต์เล็กน้อย และตัวเลขดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์ด้านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA หรือไม่ พร้อมเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรชี้แจงเหตุผลทางเทคนิคและหลักเกณฑ์ดังกล่าวให้ประชาชนเข้าใจอย่างตรงไปตรงมา 

นอกจากนี้ สส.อนันต์ยังตั้งข้อสังเกตว่า การพิจารณาโครงการไม่ควรมองเฉพาะประโยชน์ด้านการผลิตไฟฟ้า การสร้างงาน หรือรายได้จากการจำหน่ายวัสดุชีวมวล แต่ต้องประเมินผลกระทบตลอดกระบวนการ ตั้งแต่ประเภทและปริมาณเชื้อเพลิง การขนส่งด้วยรถบรรทุก ฝุ่น ควัน เสียง การจราจร ไปจนถึงผลกระทบสะสมต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมตั้งคำถามว่า เมื่อพื้นที่ก่อสร้างอยู่ใกล้ชุมชน โรงเรียน และแหล่งน้ำสำคัญ การตัดสินใจเดินหน้าโครงการควรให้น้ำหนักกับเสียงของประชาชนมากเพียงใด

“หนังสือที่เกี่ยวข้องได้ยื่นไปหมดแล้ว วันนี้ก็จะมารับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนอีกครั้ง หากยังมีการฝืนเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน เราก็ต้องต่อสู้กันอย่างเต็มที่ ไม่มีถอย” สส.อนันต์กล่าว พร้อมยืนยันว่าจะติดตามความคืบหน้าของโครงการและใช้ช่องทางตามบทบาทหน้าที่เพื่อสะท้อนเสียงของประชาชนต่อไป

การรวมตัวในวันที่ 23 สิงหาคมครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการยืนยันจุดยืนคัดค้านโรงไฟฟ้าชีวมวลของประชาชนอำเภอเกาะจันทร์อีกครั้ง แต่ยังทำให้เกิดคำถามต่อกระบวนการตัดสินใจของภาครัฐว่า เมื่อเสียงของประชาชนถูกสะท้อนตั้งแต่เวทีประชาคมไปจนถึงกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เสียงเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้ประกอบการพิจารณาอนาคตของโครงการอย่างไร ก่อนที่จะมีการอนุญาตให้เดินหน้าสู่ขั้นตอนต่อไป

You May Also Like

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *