พร้อมลุยทุกการผจญภัยและทุกช่วงเวลาสำคัญในชีวิต Rado เปิดตัว Captain Cook High-Tech Ceramic Chronograph เรือนเวลารุ่นใหม่ล่าสุด ที่ถ่ายทอดการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างสมรรถนะอันแข็งแกร่ง กลิ่นอายเรโทร วัสดุสมัยใหม่ และสไตล์ร่วมสมัย ผ่านเฉดสีน้ำเงินเข้มอันทรงพลังและน่าหลงใหล
ด้วยการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างสมรรถนะอันแข็งแกร่ง กลิ่นอายของดีไซน์เรโทร วัสดุสมัยใหม่ และสไตล์ร่วมสมัย เรือนเวลารุ่นนี้จึงเปรียบเสมือนทายาทแห่งคอลเลกชัน Captain Cook ที่สืบทอดมรดกการผลิตนาฬิกาของ Rado มาอย่างยาวนานนับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1962 โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีน้ำเงินเข้มชวนหลงใหล จับคู่กับขอบตัวเรือนเซรามิกในเฉดสีเดียวกัน และถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของรุ่นโครโนกราฟในโทนสีน้ำเงินนี้
ก้าวข้ามทุกขีดจำกัด
เรือนเวลารุ่นใหม่นี้ได้เข้ามาเสริมทัพให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ Captain Cook High-Tech Ceramic Chronograph ที่ก่อนหน้านี้มีอยู่แล้ว 2 รุ่น ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อปี 2025 ได้แก่ รุ่นสีดำพร้อมดีเทลโรสโกลด์ และรุ่นสีเขียวเข้มที่จับคู่หน้าปัดและขอบตัวเรือนเข้ากับตัวเรือนและสายนาฬิกาพลาสมาไฮเทคเซรามิกได้อย่างโฉบเฉี่ยว พร้อมตกแต่งรายละเอียดด้วยสเตนเลสสตีล
สำหรับรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ เฉดสีน้ำเงินเข้มอันแสนเย้ายวนถือเป็นการนำเสนอมิติใหม่อย่างแท้จริง เสน่ห์อันโดดเด่นอยู่ที่ความลุ่มลึกของเฉดสี ซึ่งเปรียบดั่งผืนน้ำทะเลลึกที่มีเพียงนักดำน้ำผู้กล้าเท่านั้นจะได้สัมผัส หรือท้องฟ้ายามรุ่งอรุณที่เปี่ยมด้วยคำมั่นสัญญาแห่งการผจญภัยครั้งใหม่
เฉดสีน้ำเงินทรงพลังนี้ราวกับเชื่อมโยงโลกที่แตกต่างเข้าไว้ด้วยกันอย่างงดงาม เมื่อสะท้อนผ่านหน้าปัด ขอบตัวเรือนไฮเทคเซรามิก แบบขัดเงา รวมถึงตัวเรือนและสายพลาสมาไฮเทคเซรามิกที่ตัดกับดีเทลสีโรสโกลด์อย่างประณีต ยิ่งช่วยขับเน้นความหรูหราและงานฝีมืออันโดดเด่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ
จึงไม่แปลกที่นาฬิกาเรือนนี้จะสามารถถ่ายทอดคาแรกเตอร์ได้หลากหลาย ตั้งแต่ลุคสปอร์ตอย่างเป็นธรรมชาติ ไปจนถึงความหรูหราและสไตล์ร่วมสมัยที่โดดเด่นแตกต่างกันไปตามบริบทและช่วงเวลาของการสวมใส่
เรื่องราวแห่งความเที่ยงตรง
ภายใต้รูปลักษณ์อันโดดเด่น คือฟังก์ชันโครโนกราฟที่ถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อกิจกรรมที่ต้องการความแม่นยำขั้นสูง เข็มชั่วโมงและนาทีทรงหนาพร้อมสารเรืองแสง Super-LumiNova® สีขาว ช่วยมอบความชัดเจนในการอ่านค่าเวลา ขณะที่ปลายเข็มโครโนกราฟแต้มสีแดง ช่วยเติมกลิ่นอายเรโทรอันเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลกชันได้อย่างลงตัว
กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทรงเหลี่ยมเคลือบป้องกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน ช่วยเพิ่มความคมชัดในการมองเห็น พร้อมปุ่มกดโครโนกราฟขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่มั่นคงและง่ายดาย
Captain Cook Chronograph รุ่นไฮเทคเซรามิก ขับเคลื่อนด้วย Rado คาลิเบอร์ R801 ระบบออโตเมติก พร้อมทับทิม 37 เม็ด พลังงานสำรองสูงสุด 59 ชั่วโมง และแฮร์สปริง Nivachron™ ที่ช่วยป้องกันสนามแม่เหล็ก พร้อมผ่านการทดสอบมาตรฐาน 5 ตำแหน่ง เพื่อความเที่ยงตรงในทุกครั้งที่สวมใส่

สไตล์สุดแกร่ง พร้อมลุยทุกสถานการณ์
นาฬิกาเรือนนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับมือกับทุกแรงกระแทกอย่างแท้จริง วัสดุไฮเทคเซรามิกไม่เพียงแข็งแกร่งเหนือกว่าเหล็กกล้าและทนต่อรอยขีดข่วนได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ความเป็นพลาสมายังไม่ได้เป็นเพียงการเคลือบผิวภายนอก หากหลอมรวมอยู่ในเนื้อวัสดุทั้งชิ้น ผ่านกระบวนการเผาที่อุณหภูมิสูงถึง 1,450°C จนเกิดเป็นเฉดสีเทาเมทัลลิกที่เปล่งประกายเหลือบมุกอย่างมีมิติ ทั้งงดงามในภาพถ่ายและโดดเด่นยิ่งขึ้นเมื่อได้เห็นด้วยตา
อีกทั้งยังมาพร้อมคุณสมบัติกันน้ำระดับ 30 บาร์ หรือ 300 เมตร เพื่อตอบโจทย์ทุกการผจญภัย ขณะเดียวกัน ไฮเทคเซรามิกยังมอบสัมผัสที่เบาสบาย สามารถปรับอุณหภูมิให้เข้ากับผิวของผู้สวมใส่ได้อย่างรวดเร็ว จนให้ความรู้สึกราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Rado ได้รับการยอมรับในฐานะ “Master of Materials” หรือผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุตัวจริง
สำหรับตัวสายนาฬิกา ได้รับการออกแบบให้สวมใส่ได้อย่างลื่นไหลไปตามข้อมือ ผ่านการผสมผสานระหว่างข้อสายพลาสมาไฮเทคเซรามิกเนื้อด้านเข้ากับข้อสายตรงกลางแบบขัดเงาอย่างลงตัว
Captain Cook Chronograph รุ่นไฮเทคเซรามิก จึงเป็นเรือนเวลาที่พร้อมปรับตัวได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งสำหรับการผจญภัยกลางแจ้งและไลฟ์สไตล์คนเมือง เปรียบเสมือน “กิ้งก่า” แห่งโลกนาฬิกาที่สามารถเปลี่ยนลุคให้เข้ากับทุกบริบทได้อย่างไร้รอยต่อ
ข้อมูลเกี่ยวกับไฮเทคเซรามิก
ไฮเทคเซรามิกสะท้อนถึงประสบการณ์และสถานะของ Rado ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุตัวจริง โดยไม่เพียงโดดเด่นด้วยความทนทานและคุณสมบัติป้องกันรอยขีดข่วนอย่างเหนือชั้นเท่านั้น แต่ยังมีน้ำหนักเบา มอบสัมผัสที่นุ่มนวล และสามารถปรับอุณหภูมิให้สอดคล้องกับร่างกายของผู้สวมใส่ได้อย่างรวดเร็ว จนให้ความรู้สึกราวกับเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนอย่างแท้จริง ซึ่งสะท้อนผ่านคำว่า “Feel it!”

Rado เริ่มนำไฮเทคเซรามิกมาใช้ครั้งแรกในปี 1986 หลังผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนาอย่างเข้มข้น ภายใต้มาตรฐานการผลิต อันพิถีพิถัน ตั้งแต่การใช้ผงแร่เซอร์โคเนียมออกไซด์ความบริสุทธิ์สูง การฉีดขึ้นรูปด้วยแรงดันสูง ไปจนถึงกระบวนการเผาผนึกที่อุณหภูมิสูงถึง 1,450°C เพื่อสร้างวัสดุที่มีความหนาแน่นและแข็งแกร่งเหนือกว่าเซรามิกทั่วไปอย่างมาก
ผลลัพธ์ที่ได้คือวัสดุที่มีค่าความแข็งวิกเกอร์สสูงถึงระดับ 1,250 ซึ่งสามารถนำไปตกแต่งพื้นผิวขั้นสุดท้ายด้วยเครื่องมือเพชร เพื่อประกอบขึ้นเป็นเรือนเวลาของ Rado ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ขณะเดียวกัน พลาสมาไฮเทคเซรามิกอันเป็นนวัตกรรมเฉพาะของ Rado ยังสามารถผสานคุณสมบัติอันโดดเด่นของไฮเทคเซรามิกเข้ากับความเงางามแบบโลหะได้อย่างน่าทึ่ง โดยปราศจากการใช้โลหะจริง พร้อมเปิดโอกาสให้สามารถสร้างสรรค์พื้นผิวได้หลากหลาย ทั้งแบบขัดเงา ปัดผิวด้วยแปรง หรือผิวด้าน สะท้อนถึงองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านวัสดุที่ Rado สั่งสมมาอย่างยาวนาน








