ผู้แทนจากภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศ สถาบันวิชาการ และภาคประชาสังคมที่เข้าร่วม การประชุมวิชาการและการประชุมเชิงปฏิบัติการนานาชาติเรื่อง “แนวทางและนวัตกรรมโดยชุมชนเพื่อระบบการดูแลที่มีประสิทธิภาพและความพร้อมของชุมชนสู่เศรษฐกิจสูงวัย ที่ครอบคลุม”(Community-Led Approaches and Innovations for Better Care Systems, and Community Resilience toward an Inclusive Silver Economy) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 8 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ ได้ร่วมจัดทำ “ข้อเสนอแนะกรุงเทพฯ” (Bangkok Recommendations) เพื่อกำหนดทิศทางร่วมในการเสริมสร้างระบบการดูแล โดยฐานชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสูงวัยที่ครอบคลุมในบริบทสังคมสูงวัย
การประชุมวิชาการและการประชุมเชิงปฏิบัติการนานาชาติครั้งนี้จัดโดยความร่วมมือระหว่างกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ Ageing Innovation Expo Thailand 2026 โดยมีภาคีร่วมจัดงาน ได้แก่ องค์การสหประชาชาติ องค์การระหว่างประเทศ และหน่วยงานระดับภูมิภาค อาทิ กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) โครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (UN-Habitat) ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เครือข่าย Alliance on Longevity in Asia-Pacific (ALAP) ศูนย์อาเซียนเพื่อผู้สูงวัยอย่างมีศักยภาพและนวัตกรรม (ACAI) ศูนย์ ASEM Global Ageing Center (AGAC) มูลนิธิ Tsao Foundation มูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ (FOPDEV) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (HSRI) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (NHSO) ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) KRS Xpansion หน่วยปฏิบัติการวิจัยและประสานงานเพื่อการวิจัยแรงงานแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU-COLLAR) และ Chula Ari
“ข้อเสนอแนะกรุงเทพฯ” (Bangkok Recommendations) เป็นกรอบอ้างอิงร่วมกันสำหรับการสานต่อความร่วมมือและพัฒนาเชิงนโยบาย ซึ่งผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่ายสามารถนำไปปรับใช้ได้ โดยครอบคลุม 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ การดูแลระยะยาวและระบบการดูแลโดยชุมชน มาตรฐานการดูแลแรงงานและระบบประกันสังคม ความยั่งยืนทางการเงินและการระดมทรัพยากรสำหรับการดูแลชุมชน และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับทุกเพศทุกวัย การประชุมนานาชาติครั้งนี้มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมและการปฏิบัติจริง ผสมผสานการอภิปรายเชิงนโยบาย การแลกเปลี่ยนนวัตกรรม และการประชุมกลุ่มย่อยเชิงลึก ผู้เข้าร่วมการประชุมได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ กำหนดทิศทางเชิงนโยบาย ลำดับความสำคัญในการดำเนินงาน และแนวทางความร่วมมือ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสูงวัยที่ครอบคลุมและเสริมสร้างความเข้มแข็งของสังคมสูงวัย
ผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานภาคส่วนต่าง ๆ ได้แถลงข่าวสรุปผลการจัดการประชุมวิชาการและข้อเสนอแนะกรุงเทพฯ (Bangkok Recommendations) เมื่อวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569
ผศ.ดร.รักชนก คชานุบาล
คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผศ.ดร.รักชนก คชานุบาล กล่าวว่า ข้อเสนอแนะกรุงเทพฯ ถือเป็นจุดอ้างอิงสำหรับการสานต่อการหารือและความร่วมมือ โดยสาระสำคัญจากการประชุมวิชาการนานาชาติครั้งนี้คือ บทบาทของชุมชนในฐานะ “แพลตฟอร์มการดูแล” แม้นโยบายระดับชาติและกรอบสากลจะเป็นตัวกำหนดทิศทาง แต่การขับเคลื่อนให้เกิดผลจริงต้องพึ่งพาความสัมพันธ์และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับท้องถิ่น ซึ่งการส่งเสริมความยืดหยุ่นของชุมชน การสนับสนุนผู้ดูแล การพัฒนาการเงินที่ยั่งยืน และการนำนวัตกรรมดิจิทัลมาใช้อย่างมีความรับผิดชอบ ล้วนเป็นแนวทางสำคัญที่ผู้เข้าร่วมเน้นย้ำร่วมกัน
รศ.ดร.รัตติยา ภูละออ
ผู้อำนวยการ CU-COLLAR วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รศ.ดร.รัตติยา ภูละออ ย้ำถึงความสำคัญของการยกระดับทรัพยากรบุคคลในระบบการดูแล โดยระบุว่าการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่แค่เวทีนำเสนอปัญหา แต่เป็นพื้นที่ร่วมกันกำหนดก้าวต่อไป ทั้งในแง่การเสริมพลังแรงงานด้านการดูแล (care economy) การสร้างมาตรฐานการคุ้มครองผู้ดูแล และการเชื่อมโยงประสบการณ์ภาคสนามกับนโยบายระดับสูงที่ตอบสนองและครอบคลุม และได้เพิ่มเติมถึงบทบาทของ CU-COLLAR ว่าก่อตั้งขึ้นจากความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับกระทรวงแรงงานและทำงานใกล้ชิดกับศูนย์วิจัยแรงงานแห่งชาติ มีพันธกิจหลักในการเปลี่ยนมุมมองต่อคำว่า “แรงงาน” ให้ครอบคลุมถึงทุกคนที่พร้อมจะทำงาน รวมถึงการพัฒนาฐานข้อมูลแรงงาน สร้างความรู้ความเข้าใจในประเด็นสิทธิแรงงานและระบบประกันสังคมให้แก่ประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งผลักดันนโยบายที่เชื่อมโยงคุณภาพชีวิตในปัจจุบันกับความมั่นคงในอนาคต เพื่อให้ทุกคนสามารถทำงานและดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและยั่งยืน
ผศ.ดร.ดารารัตน์ อานันทนะสุวงศ์
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสังคมสูงอายุ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)
ผศ.ดร.ดารารัตน์ อานันทนะสุวงศ์ กล่าวว่า สิ่งที่ทุกฝ่ายเรียนรู้ร่วมกันคือความซับซ้อนของการขับเคลื่อนระบบการดูแลโดยชุมชน โดยเฉพาะเมื่อบริบทวัฒนธรรม ภูมิหลัง และโครงสร้างทางสังคมมีความแตกต่างกันมากในแต่ละประเทศ จึงไม่มีสูตรสำเร็จเดียว แต่ต้องเน้นความยืดหยุ่น การมีส่วนร่วม การประสานงาน ที่สำคัญที่สุดคือการพัฒนาศักยภาพของคนในระดับท้องถิ่นเพื่อให้ระบบนี้เกิดขึ้นจริงและยั่งยืน
คุณอธิภัทร วรางคนันท์
นักวิเคราะห์โครงการด้านประชากรและการพัฒนา UNFPA ประเทศไทย
นอกจากนี้ ภาคีจากองค์การระหว่างประเทศยังสะท้อนถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงกรอบการดำเนินงานระดับโลกเข้ากับความเป็นจริงในระดับพื้นที่ โดย คุณอธิภัทร วรางคนันท์ นักวิเคราะห์โครงการด้านประชากรและการพัฒนา UNFPA ประเทศไทย กล่าวว่า ประทับใจการประชุมนานาชาติครั้งนี้ที่มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และนวัตกรรมจากหลายประเทศ โดยมีภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแปลงแนวคิดสู่ผลิตภัณฑ์และบริการจริงที่ตอบโจทย์สังคมสูงวัย พร้อมย้ำถึงความสำคัญของแนวทาง “Life Course Approach” คือการเตรียมรับมือกับภาวะสูงวัยตั้งแต่ก่อนวัยชรา เพื่อให้สังคมพร้อมรับมือได้อย่างรอบด้านและครบทุกมิติ
Ms. Supavee Kobel
ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน
จาก United Nations Human Settlements Programme (UN-Habitat)
Ms. Supavee Kobel กล่าวว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือการได้เห็นตัวอย่างของการพัฒนาจากโครงการเล็ก ๆ ระดับชุมชนที่สามารถต่อยอดเป็นระบบที่ยั่งยืนได้ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างประเทศในเอเชียจะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของการพัฒนาเรื่องนี้ในระดับโลก ผลลัพธ์สำคัญประการหนึ่งของการประชุมนานาชาติครั้งนี้คือการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาคส่วนและภูมิภาคต่าง ๆ ความซับซ้อนของปัญหาสังคมสูงวัยจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการเรียนรู้ร่วมกัน
Mr. Tum Vira
Executive Director, HelpAge Cambodia and ALAP
Mr. Tum Vira กล่าวว่า ในนามขององค์กรที่ทำงานขับเคลื่อนแนวคิดการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการประชุมครั้งนี้ และชื่นชมว่าการประชุมบรรลุผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในแง่การแลกเปลี่ยนความรู้และการร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน โดยองค์กรพร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเสียงของผู้เข้าร่วมการประชุมและผู้ปฏิบัติงานในภาคสนามทั่วภูมิภาคสู่การอภิปรายในเชิงนโยบายและวิชาการ พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าจะนำข้อเสนอแนะกรุงเทพฯ ไปเผยแพร่และขับเคลื่อนต่อผ่านเครือข่ายใน 13 ประเทศสมาชิก เพื่อให้ผลลัพธ์จากการประชุมครั้งนี้ไม่หยุดอยู่แค่ในห้องประชุม แต่แปรเป็นการปฏิบัติจริงในระดับประเทศและภูมิภาคต่อไป
Ms.Susana Concordo Harding
Senior Director of the International Longevity Centre Singapore,
Tsao Foundation & Alliance on Longevity in Asia-Pacific
Ms.Susana Concordo Harding กล่าวชื่นชมการจัดงานครั้งนี้ ที่ให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางของกระบวนการ โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญหลายมิติ ทั้งเชิงนโยบาย วิชาการ และภาคปฏิบัติได้มาวิเคราะห์ร่วมกัน โดยย้ำว่างานนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความสำเร็จที่แท้จริงอยู่ที่การนำสิ่งที่ได้เรียนรู้กลับสู่ชีวิตจริงของคนในชุมชน รวมถึงการขยายผลสู่นโยบายในระดับที่กว้างขึ้น
Dr. Bitna Kim
นักวิจัยจาก ASEM Global Ageing Center (AGAC)
Dr. Bitna Kim กล่าวว่า รู้สึกยินดี อย่างยิ่งที่ได้เป็นหนึ่งในเจ้าภาพร่วม การประชุมครั้งนี้ช่วยขยายความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์จริงของผู้สูงอายุในเอเชียจากระดับภาคสนามไปถึงระดับนโยบาย พร้อมเชื่อมั่นว่าเสียงของผู้สูงอายุในเอเชีย ที่ดังขึ้นจากเวทีนี้จะถูกนำไปขับเคลื่อนในระดับนานาชาติเพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของผู้สูงอายุ
คุณสว่าง แก้วกันทา
ผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ (Foundation for Older Persons’ Development: FOPDEV)
มุมมองจากชุมชนเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินการ โดยคุณสว่าง แก้วกันทา ผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ (Foundation for Older Persons’ Development: FOPDEV) กล่าวแสดงความยินดีที่การประชุมนี้เป็นโอกาสให้เสียงของผู้ที่ไม่มีโอกาสพูดได้รับการรับฟัง โดยเฉพาะผู้สูงอายุในพื้นที่ชนบทและกลุ่มเปราะบางที่มักถูกมองข้ามในกระบวนการนโยบาย การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าสังคมยังสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้อีกมากเพื่อผู้สูงอายุ
ทั้งนี้ ผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้กล่าวถึงข้อเสนอแนะใน 4 ประเด็นเร่งด่วน ได้แก่ การพัฒนาระบบการดูแลโดยชุมชน โดยชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีชมรมผู้สูงอายุกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศที่เป็นทรัพยากรสำคัญในการดูแลกลุ่มเปราะบาง การพัฒนามาตรฐานและแรงจูงใจสำหรับดูแลแรงงาน การจัดสรรงบประมาณระยะยาว โดยให้ท้องถิ่นมีบทบาทออกแบบระบบตามบริบทของตนเอง และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและยืดหยุ่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุโดยตรงและต้องการ การตอบสนองจากชุมชนและภาครัฐอย่างรวดเร็ว
ข้อเสนอแนะกรุงเทพฯ จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระดับนานาชาติในการเตรียมความพร้อมรับมือสังคมสูงวัย ผ่านการสร้างระบบการดูแลที่ยืดหยุ่น ครอบคลุม และขับเคลื่อนโดยชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและสร้างสังคมที่พร้อมสำหรับทุกช่วงวัยในอนาคต
การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะทุกฝ่ายตระหนักว่าปัญหาสังคมสูงวัยเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อทุกช่วงวัย การบริการจากภาครัฐเพียงลำพังไม่เพียงพอต่อการสร้างความยั่งยืน พร้อมระบุแนวทางขับเคลื่อนผลลัพธ์จากการประชุมไปสู่การปฏิบัติจริง ทั้งการพัฒนา Day Care Center สำหรับผู้สูงอายุ ในชุมชน การสร้างมาตรฐานผู้ดูแล การผลักดันนวัตกรรมดิจิทัลและ AI เพื่อเสริมการดูแลที่บ้าน รวมถึงการสร้างโมเดลธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) ให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งผู้สูงอายุและคนทำงานในชุมชน โดยจะดำเนินการผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันวิชาการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ องค์การระหว่างประเทศ องค์กรสหประชาชาติ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม











_0.jpg)


