‘ไฮบริดชัวร์’ คว้าผลงานวิจัยที่น่าลงทุนที่สุด ปี 2020 ในงาน THAILAND TECH SHOW 2020 บนแพลตฟอร์มออนไลน์ครั้งแรก 2-4 ธ.ค.นี้

(2 ธันวาคม 2563) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดกิจกรรมนำเสนอผลงานวิจัยที่น่าลงทุนประจำปี 2563 ในงาน Thailand Tech Show 2020 ที่ สวทช. จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “วิถีชีวิตใหม่ นวัตกรรม เพื่อการลงทุน (Technologies and Innovations for Investment in The New Normal)” บนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นครั้งแรก เพื่อให้สอดคล้องกับชีวิตวิถีใหม่ New Normal ผ่านช่องทาง www.nstda.or.th/thailandtechshow/2020 เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยและเทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์ กว่า 290 ผลงาน จากพันธมิตร 40 หน่วยงาน โดยได้รับเกียรติจาก ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ประธานในพิธีเปิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์

สำหรับเวทีการนำเสนอผลงานวิจัยเด่นที่น่าลงทุน (Investment Pitching) ในปีนี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 10 ผลงานจาก สวทช. และพันธมิตร โดยรางวัลผลงานที่น่าลงทุนที่สุดประจำปี 2563 จากการโหวตของนักลงทุนและประชาชนที่สนใจผ่านระบบออนไลน์ คือ “ชุดตรวจไฮบริดชัวร์ (HybridSure)” เทคโนโลยีที่ช่วยตรวจสอบความบริสุทธิ์เมล็ดพันธุ์ลูกผสมได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ของ ดร.วิรัลดา ภูตะคาม นักวิจัยศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ สวทช. และยังคว้ารางวัลผลงานที่นำเสนอดีที่สุดอีก 1 รางวัล

ดร.วิรัลดา ภูตะคาม นักวิจัยศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ สวทช. เปิดเผยภายหลังได้รับรางวัลผลงานที่น่าลงทุนที่สุดประจำปี 2563 ว่า งานวิจัยนี้เป็นผลงานที่มีโอกาสทางธุรกิจและการตลาด เพราะ สวทช. เป็นหน่วยงานวิจัยระดับประเทศและเป็นหน่วยงานที่เปิดให้ทั้งนักลงทุนและประชาชนที่สนใจสินค้านวัตกรรม มาร่วมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและต่อยอดผลงานสู่เชิงพาณิชย์ จึงอยากเชิญชวนนักลงทุนและผู้สนใจทุกท่าน ร่วมงานผ่านระบบออนไลน์ ช่องทาง www.nstda.or.th/thailandtechshow/2020 ซึ่งจะทำให้เห็นโอกาสในการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอีกมาก

“ชุดตรวจไฮบริดชัวร์ ทีมวิจัยได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการค้นหา “เครื่องหมายโมเลกุล (Molecular marker)” ที่สามารถแยกความเป็นเอกลักษณ์ระหว่างสายพันธุ์ และนำมาใช้ในการยืนยันตรวจความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ลูกผสมได้ หรือเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายคือการตรวจพ่อเด็กในเมล็ดพันธุ์ ซึ่งใช้ตรวจเมล็ดพันธุ์ลูกผสมได้ทั้งในพืชผักสวนครัว ผลไม้ และดอกไม้ “การตรวจความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ลูกผสมมีความสำคัญอย่างมาก เพื่อยืนยันได้ว่าเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้นั้นมีคุณลักษณะที่ดีตรงตามพ่อแม่พันธุ์ เช่น เราต้องการผลิตเมลอนสายพันธุ์ที่หวานฉ่ำและปลอดโรค ซึ่งเกิดจากการผสมระหว่างแม่พันธุ์ที่มีคุณลักษณะเด่นเรื่องรสชาติกับพ่อพันธุ์ที่ต้านทานโรค จนได้เป็น ‘เมล็ดพันธุ์สายพันธุ์ลูกผสม’ ออกมา แต่ที่สำคัญคือต้องมั่นใจว่าเป็น ‘เมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์’ หมายถึงเป็นเมล็ดพันธุ์ที่เกิดขึ้นจากการผสมระหว่างพ่อแม่พันธุ์ที่กำหนดไว้เท่านั้น ไม่มีละอองเกสรจากพ่อพันธุ์อื่นๆ ปลิวมาผสมหรือปนเปื้อน เพราะหากเมล็ดพันธุ์เกิดจากพ่อพันธุ์ที่ไม่ต้องการ จะทำให้เมื่อนำไปปลูกอาจจะได้ผลผลิตที่ไม่สมบูรณ์หรือมีลักษณะไม่พึงประสงค์ เช่น เป็นโรค ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัทได้ ที่ผ่านมาบริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมจะตรวจความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ก่อนนำมาใส่บรรจุภัณฑ์เพื่อจำหน่าย โดยใช้วิธี ‘grow out test’ คือสุ่มเมล็ดพันธุ์ลูกผสมจำนวนหนึ่งที่ผลิตได้หว่านลงในแปลงปลูก และรอให้ผลผลิตเติบโต 6-12 เดือน เพื่อตรวจสอบว่าผลผลิตที่ได้มีคุณลักษณะที่ต้องการหรือไม่ ซึ่งข้อเสียของวิธีนี้คือใช้เวลานาน ต้องจ้างแรงงานจำนวนมาก และผลที่ได้ไม่แม่นยำเท่าที่ควร”

ดร.วิรัลดา กล่าวต่อว่า ชุดตรวจไฮบริดชัวร์ที่พัฒนาขึ้นสามารถตรวจความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ลูกผสมได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าวิธีการแบบดั้งเดิมมาก โดยระยะเวลาในการตรวจประเมินความบริสุทธิ์ตั้งแต่สกัดดีเอ็นเอไปจนถึงการวิเคราะห์ผลใช้เวลาเพียง 2 วัน และผลที่ได้มีความแม่นยำมากกว่า 99% นอกจากการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ในการตรวจสอบเครื่องหมายโมเลกุลในเมล็ดพันธุ์พืชแล้ว ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติยังมีฐานข้อมูลเครื่องหมายโมเลกุลใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงทำให้ไฮบริดชัวร์สามารถตรวจความบริสุทธิ์เมล็ดพันธุ์ลูกผสมในพืชผัก ผลไม้และดอกไม้ครอบคลุมทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคนี้

“สำหรับค่าใช้จ่ายของชุดตรวจไฮบริดชัวร์เฉลี่ยอยู่ที่ 30 บาทต่อตัวอย่าง ซึ่งแม้จะมีราคาสูงกว่าการทดสอบด้วยวิธี grow out test แต่เมื่อเทียบต้นทุนค่าเสียโอกาสที่ต้องสูญเสียไปในระหว่างรอผลผลิตเติบโตนาน 6-12 เดือน ไฮบริดชัวร์ย่อมมีความคุ้มทุนมากกว่า นอกจากนี้แล้วการที่ไฮบริดชัวร์ตรวจสอบความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ได้รวดเร็ว ทำให้เกษตรกรผู้รับจ้างผลิตเมล็ดพันธุ์ได้รับค่าตอบแทนทันที และสามารถนำเงินไปลงทุนในการผลิตเมล็ดพันธุ์ในรอบต่อไป ทำให้ผลิตเมล็ดพันธุ์ได้เพิ่มเป็น 2 เท่า จากเดิม 2 รอบต่อปี เป็น 4 รอบต่อปี ช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรอย่างมาก ที่สำคัญผลผลิตที่เพิ่มขึ้นยังช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมการส่งออกเมล็ดพันธุ์ของของประเทศไทย และท้ายที่สุดยังช่วยให้ผู้บริโภคได้รับประทานผักผลไม้คุณภาพดีอีกด้วย”

โดยผู้สนใจสามารถลงทะเบียนร่วมงานบนออนไลน์ที่ www.nstda.or.th/thailandtechshow/2020

You May Also Like

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *